วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เครื่องเชื่อมและอุปกรณ์การเชื่อมไฟฟ้า

ใบความรู้ 1
วิชางานช่างพื้นฐาน
เรื่อง เครื่องเชื่อมและอุปกรณ์การเชื่อมไฟฟ้า

แผนการสอนที่ 1

จำนวน 2 คาบ

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
1. บอกหลักการทำงานและประเภทของเครื่องเชื่อมไฟฟ้าได้
2. บอกอุปกรณ์การเชื่อมไฟฟ้าได้

สาระการเรียนรู้
1.หลักการทำงานและประเภทของเครื่องเชื่อมไฟฟ้า
2. อุปกรณ์การเชื่อมไฟฟ้า

การเชื่อมด้วยไฟฟ้าเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ได้ออกแบบให้เชื่อมได้ทั้งโลหะบางและโลหะหนาได้ทุกชนิด กระบวนการของการเชื่อมไฟฟ้าไม่เพียงแต่สะดวกในการเก็บรักษาเท่านั้น ยังสามารถผลิตสินค้าและเครื่องจักรได้รวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ย่อมขึ้นอยู่กับทักษะของผู้เชื่อมด้วย

ส่วนประกอบของไฟฟ้าในเครื่องเชื่อม เราต้องทราบถึงการทำงานของไฟฟ้าในเครื่องเชื่อมอย่างถูกต้อง ท่านต้องทราบถึงพื้นฐานทางไฟฟ้าบ้างเล็กน้อย โดยเฉพาะการไหลของกระแสไฟฟ้าในรเครื่องเชื่อมเป็นสิ่งสำคัญ
วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสและแรงเคลื่อนไฟฟ้า ซึ่งเริ่มต้นจากขั้วลบของเยนเนอร์เรเตอร์ เมื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้ กระแสจะไหลไปตามเส้นลวดหรือสายเคเบิ้ลไปยังโลหะงานแล้วไหลกลับไปยังขั้วบวก
แอมแปร์ คือ จำนวนหรืออัตราการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจร เครื่องมือที่ใช้ในการวัดอัตราการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจร เรียกว่า แอมมิเตอร์

ความสามารถในการทำงานของเครื่องเชื่อม หมายถึง อัตราส่วนของเวลาที่ทำการอาร์คกับเวลาทั้งหมดสำหรับเครื่องเชื่อม เราถือระยะเวลา 10 นาทีเป็นเวลาทั้งหมด ดังนั้นเครื่องเชื่อมมีความสามารถทำการเชื่อมได้ดี 60% หมายถึง เครื่องเชื่อมนั้นสามารถทำการเชื่อมต่อเนื่องกันได้ดีเป็นเวลา 6 นาที แล้วพัก 4 นาที

แรงเคลื่อน คือ อัตราการไหลของอีเล็คตรอน ทำให้เราทราบค่าของแรงเคลื่อนไฟฟ้า แรงนี้ก็เหมือนกับความดันของน้ำประปาในท่อนั่นเอง ในระบบความดันของน้ำเกิดจากปั๊มน้ำเป็นตัวกระทำ แต่ในระบบวงจรไฟฟ้าเกิดจากเยนเนอเรเตอร์ หรือทราฟอร์เมอร์ ผลิตแรงเคลื่อนดันกระแสไฟฟ้าผ่านเส้นลวด หรือสายเคเบิ้ล แรงเคลื่อนนี้เราวัดเป็นโวลท์ และเครื่องมือที่ใช้ในการวัดแรงเคลื่อน เราเรียกว่าโวลท์มิเตอร์

แรงเคลื่อนลดลง ก่อนอื่นเราลองหันมาดูการไหลของน้ำประปาที่ไหลเบาลงเนื่องจากระยะทางห่างจากปั๊มน้ำมาก ในวงจรไฟฟ้าก็เช่นเดี่ยวกับแรงเคลื่อนลดลงเนื่องจากระยะจากเครื่องเชื่อมไกลเกินไป ประเด็นที่สำคัญที่ควรจำในการใช้เครื่องเชื่อมไฟฟ้า ก็คือ การใช้สายเคเบิ้ลยาวเกินไปจะทำให้แรงเคลื่อนลดลง เมื่อแรงเคลื่อนลงลดจะทำให้การเชื่อมไม่ได้ผลเท่าที่ควรสายถ้าเคเบิ้ลใหญ่เกินไปจะทำให้แรงเคลื่อนต่ำ
ไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ กระแสไฟฟ้าที่ใช้ในการเชื่อมมีอยู่ 2 ชนิด คือ กระแสตรงและกระแสสลับ กระแสตรง คือ กระแสที่ไหลไปในทิศทางเดียว กระแสสลับ คือ กระแสไหลสลับไปมาในวงจร มีจำนวนที่แน่นอนในหนึ่งวินาที อัตราการไหลของกระแสไฟฟ้าสลับไปมาในวงจร เรียกว่า ความถี่ ซึ่งความถี่ในที่นี้ได้แก่ 25,40,50 และ 60 ไซเกิล ต่อวินาที ในอเมริกาใช้กระแสไฟฟ้าชนิด 60 ไซเกิล/วินาที เครื่องเชื่อมที่ให้กระแสสลับ เรียกว่า เครื่องเชื่อม เอซี เครื่องเชื่อมไฟฟ้าที่ให้กระแสตรงเรียกว่า เครื่องเชื่อม ดีซี

วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิดก็คือแรงเคลื่อนขณะที่เปิดเครื่อง ซึ่งไม่ได้ทำงานหรือทำการเชื่อม แรงเคลื่อนนี้จะอยู่ระหว่าง 50-100 โวลท์

แหล่งกำเนิดพลังงาน แหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้าในการเชื่อมมีอยู่ 3 ชนิด
1. มอเตอร์เยนเนอเรเตอร์
2. ทรานฟอร์เมอร์
3. เร็คติไฟเออร์
ดีซี มอเตอร์ เยนเนอเรเตอร์ คือ แหล่งกำเนิดที่ใช้มอเตอร์เป็นตัวขับให้ไฟกระแสตรงเครื่องเชื่อมกระแสตรง ซึ่งผลิตกระแสหรือแสงสว่างโดยอัตโนมัติ เครื่องเชื่อมแบบนี้ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ เครื่องยนต์เบนซินหรือเครื่องดีเซล สำหรับเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าแบบเบนซินและดีเซล เหมาะสำหรับพื้นที่ซึ่งไม่มีไฟฟ้าใช้

เยนเนอเรเตอร์ ออกแบบให้ทำหน้าที่ 3 อย่าง คือ
1. ปรับค่าของกระแสได้ตามความต้องการ
2. ให้แรงเคลื่อนและกระแสไฟฟ้าที่ใกล้เคียงกับแหล่งกำเนิด
3. ให้แรงคลื่อนที่สม่ำเสมอขณะทำการเชื่อม

ในหัวข้อที่ 3 เป็นข้อพิเศษและสำคัญ เนื่องจากเป็นการควบคุมการไหลของธูปเชื่อมขณะทำการเชื่อม หากระยะการอาร์คชิดเกินไป เป็นเหตุให้คุณค่าของแรงเคลื่อนเปลี่ยนไปขณะที่เชื่อม ทำให้การเชื่อมไม่มีประสิทธิภาพ เพราะจะทำให้กระแสสูงเกินไป ทำให้เกิดลูกไฟเล็กๆกระเด็น และทำให้กระแสในการอาร์คหันเหออกนอกทิศทาง ดังนั้นเยนเนอร์เรเตอร์จึงถูกออกแบบเพื่อให้แรงเคลื่อนเปลี่ยนแปลงได้อย่างสม่ำเสมอขณะทำการเชื่อม

ขนาดของเครื่องเชื่อมไฟฟ้าถูกสร้างขึ้นมาให้มีความสามารถรับความจุของกระแสได้แตกต่างกัน เช่น 150,200,300,400 และ 600 แอมแปร์ ซึ่งเป็นกระแสสูงสุดที่นำออกมาใช้งานภายนอก เครื่องเชื่อมที่มีความจุของกระแส 150 แอมแปร์ สามารถปรับกระแสสูงสุดได้ 150 แอมแปร์ การตั้งกระแสไฟฟ้าในการเชื่อมขึ้นอยู่กับความหนาของโลหะที่จะทำการเชื่อม

การวางสวิทช์สำหรับควบคุมกระแสไฟฟ้าแตกต่างกันแล้วแต่บริษัทผู้ผลิต แต่ที่ดีที่สุด ได้แก่สวิทซ์ควบคุมกระแสไฟฟ้าชนิดหน้าปัด หรืออาจจะเป็นแบบวงล้อหรือระดับเลื่อนไปมาก็ได้ ซึ่งสามารถเลือกหาค่าของกระแสไฟฟ้าถูกต้องหรือใกล้เคียงที่สุด การปรับระยะอาร์คขึ้นอยู่กับขนาดของลวดเชื่อม และความหนาของแผ่นงาน

ขั้วไฟฟ้าของเครื่องเชื่อม ขั้วไฟฟ้าเป็นเครื่องแสดงทิศทางของการไหลของกระแสในวงจร ถ้าหากกระแสไหลไปทิศทางใดทางหนึ่งเพียงทิศทางเดียว เราเรียกว่า เครื่องเชื่อมกระแสตรง ขั้วก็เป็นสิ่งสำคัญอันหนึ่ง เพราะว่างานเชื่อมโลหะบางชนิดอาจทำให้กระแสต้องเปลี่ยนไป การต่อสายเชื่อมเมื่อสายเชื่อมต่อกับขั้วลบ ของเครื่องเชื่อมสายที่จับอยู่กับงานต่อขั้วบวก ของเครื่องเชื่อม เราเรียกว่า การต่อแบบขั้วตรง ถ้าสายหัวเชื่อมต่อกับขั้วบวกของเครื่องเชื่อมและสายที่จับชิ้นงานต่อกับขั้วลบของเครื่องเชื่อม เราเรียกว่า กลับขั้ว

เครื่องเชื่อมกระแสตรง ปัจจุบันบางชนิดสามารถปรับขั้วได้เลย โดยเปลี่ยนสวิทช์เปลี่ยนขั้ว อยู่ในตัวของมัน ยังมีเครื่องเชื่อมอีกชนิดหนึ่งซึ่งสามารถทำให้กระแสไฟคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง เราเรียกว่าเครื่องเชื่อมกระแสสลับ ซึ่งสายเชื่อมและสายงานจะต่อกับขั้วไหนก็ได้ไม่จำเป็น

เครื่องเชื่อมไฟฟ้ากระแสสลับ ใช้ทรานฟอร์เมอร์แทนเครื่องกำเนิด ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าในการเชื่อม กระแสสลับประกอบด้วยขดลวดประถมภูมิและขดลวดทุติยภูมิ ซึ่งสามารถปรับด้วยตัวปรับ เอากระแสออกมาใช้งาน ขดลวดประถมภูมิรับกระแสจากแหล่งกำเนิดป้อนเข้าสนามแม่เหล็ก ได้แก่แกนทรานฟอร์เมอร์ ขดลวดทุติยภูมิไม่ได้ต่อจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าแต่เกิดจากการเปลี่ยนเส้นแรงแม่เหล็กของสนามแม่เหล็กไหลผ่านตัวนำทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าสูงกว่าต้นกำเนิด และนำกระแสไฟฟ้านี้ไปใช้ในการเชื่อมโลหะ กระแสที่นำออกมาใช้ถูกควบคุมโดยตัวควบคุม ซึ่งสามารถปรับให้กระแสสูงต่ำได้ตามความต้องการ
เครื่องมือสำหรับงานโลหะ
เครื่องมือที่ใช้สำหรับงานโลหะมีลักษณะเหมือนกับเครื่องมือที่ใช้ในงานช่างทั่วๆไป แต่ต้องมีความคงทน แข็งแรง และทนต่อความร้อนได้ดีกว่างานช่างอื่นๆ เนื่องจากงานเชื่อมโลหะเป็นงานเกี่ยวกับโลหะที่มีความแข็งมากกว่าวัสดุอื่นๆ อีกทั้งงานเชื่อมโลหะยังต้องใช้ความร้อนสูงช่วยในการเชื่อมด้วย เครื่องมืองานเชื่อมโลหะที่สำคัญ ได้แก่
1 ทั่ง ทำมาจากเหล็กหล่อชั้นดี มีหลายขนาดประกอบด้วย เขาทั่ง หน้าทั่ง ตัวทั่ง และขาทั่ง ขาทั่งมักจะยืดแผ่ออกมาจากตัวทั่ง นิยมฝังไว้ที่ผิวของไม้เนื้อแข็งเพื่อไม่ให้ขยับเวลาเคาะ ตี หรือทุบงาน หน้าทั่งใช้สำหรับงานที่ต้องการเคาะหรือทุบให้งานเรียบ และเขาทั่งใช้สำหรับเคาะขึ้นรูปงานให้โค้งงอ

2.ค้อน เป็นเครื่องมือที่จำเป็นมากสำหรับช่างโลหะ ค้อนสำหรับงานโลหะจะทำด้วยเหล็กกล้าชั้นดี ผ่านการชุบแข็งที่ผิวหน้า ไม่สึกหรอง่าย ด้ามค้อนทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ค้อนมีขนาด รูปร่าง และน้ำหนักแตกต่างกันแล้วแต่ชนิด ซึ่งต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับขนาดและชนิดของงาน ค้อนบางชนิดน้ำหนักมากอาจต้องใช้สองมือจับตี เช่น ค้อนตีเหล็กขึ้นรูป ค้อนที่ใช้ในงานเชื่อมโลหะมีน้ำหนักมากจึงควรใส่ลิ่มให้แน่น และก่อนใช้ควรแช่น้ำเพื่อให้เนื้อไม้เบียดแน่นกับหัวค้อนทำให้ฝืดหลุดยาก การใช้ค้อนที่ด้ามหลวมหัวค้อนอาจหลุดกระเด็นเกิดอันตรายต่อเพื่อนร่วมงานได้

3.เลื่อยตัดเหล็ก ( hacksaw ) ประกอบด้วย โครงเลื่อย ด้ามจับ และที่ล๊อกใบเลื่อย ใบเลื่อยตัดเหล็กทำจากทังสเตนผสมกับโมลิบดีนัม ใช้เลื่อยตัดงานแบน กลม ท่อกลม และท่อเหลี่ยม การเลือกใบเลื่อยต้องใช้ขนาดฟันเลื่อยให้ถูกต้องกับงาน และไม่ควรบิดใบเลื่อยในขณะเลื่อยงานเพราะจะทำให้เลื่อยหักได้
-ใบเลื่อย 14 ฟัน/นิ้ว ใช้ตัดงานโลหะอ่อน เช่น อะลูมิเนียม ทองแดง ทองเหลือง
-ใบเลื่อย 18 ฟัน/นิ้ว เป็นขนาดที่ใช้กันมากที่สุดใช้เลื่อยงานทั่วไป เช่น เหล็กเส้น เหล็กรูปพรรณต่างๆ
-ใบเลื่อย 24 ฟัน/นิ้ว เหมาะที่จะใช้เลื่อยตัดท่อกลวงต่างๆ
-ใบเลื่อย 32 ฟัน/นิ้ว ใช้ตัดงานโลหะแผ่น ที่มีความหนาน้อยกว่า1/16 นิ้ว
4. ตะไบ ( file ) ทำจากเหล็กกล้าผ่านการอบชุบแข็ง ตะไบมีรูปร่างและขนาดมากมายหลายชนิด เช่น ตะไบกลม ตะไบสามเหลี่ยม ตะไบสี่เหลี่ยม ตะไบคมมีด ตะไบหางหนู และตะไบท้องปลิง เป็นต้น ตะไบจะมีฟันคมทแยงตลอดทั้งตัว คมตะไบจะมีทั้งคมตัดเดี่ยวและคมตัดคู่ใช้สำหรับถากหรือขูดผิวโลหะออกมาเป็นเศษผงเล็กๆ หรือใช้ลบขอบ มุม และคมของแผ่นโลหะ
5.ตลับเมตร ( tape rule) ทำจากเหล็กแถบสปริงชุบสี สามารถดึงและม้วนกลับเข้าตลับได้ด้วยสปริงภายในตลับที่ปลายจะมีขอไว้เกี่ยวกับงาน ขนาดความยาวของตลับเมตรมีตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป สามารถวัดได้ทั้งหน่วยนิ้วและหน่วยเซนติเมตร

6.ฟุตเหล็ก ( stainless rule ) ทำจากเหล็กสเตนเลส มีความยาว 1 ฟุต 2 ฟุต และ3 ฟุต สามารถวัดความยาวได้ทั้งหน่วยนิ้วและหน่วยเซนติเมตร
7.ฉากเหล็ก ( flaming square ) ใช้สำหรับวัดมุม 90 องศา และ 45 องศา ใช้มากกับงานประกอบผลิตภัณฑ์โลหะ เช่น ตู้ โต๊ะ เป็นต้น

8. เหล็กขีด ( scriber ) ทำจากเหล็กกล้าชุบแข็งที่คมใช้สำหรับขีดเส้นบนผิวโลหะเพื่อทำเครื่องหมายหรือตีเส้น เหล็กขีดมักใช้ร่วมกับฟุตเหล็กหรือฉากเหล็ก ควรลับคมเหล็กขีดกับหินลับมีดและห้ามนำไปงัดสิ่งของเพราะคมที่ชุบแข็งไว้จะหัก

9.เหล็กนำศูนย์ ( center punch ) ทำจากเหล็กเครื่องมือ คมที่ปลายชุบแข็ง มีมุมรวมที่ปลายคม 90 องศา ใช้ตอกลงบนผิวชิ้นงานก่อนใช้สว่านเจาะงาน เพื่อป้องกันดอกสว่านไถลจากจุดที่ต้องการ
10.สกัด ( cold chisel ) ทำจากเหล็กเครื่องมือชุบคมแข็งที่ปลาย ทำหน้าที่ถาก เซาะผิวหน้างานโลหะ สกัดมีปลายหลายแบบต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน เช่น
-สกัดปลายแบน ใช้สำหรับตัดถากพื้นผิวโลหะและตกแต่งชิ้นงานหรือรอยเชื่อม
-สกัดปลายมล ใช้สำหรับสกัดแผ่นโลหะ
-สกัดปลายปากจิ้งจก ใช้สำหรับเซาะร่อง
-สกัดปลายเซาะ ใช้สำหรับเซาะร่องบนผิวงานให้โค้ง
-สกัดปลายบาน ใช้สำหรับตัดแผ่นโลหะและขึ้นรูปโลหะ
-สกัดปลายตัด ใช้สำหรับเจาะโลหะ หรือช่วยทะลวงแผ่นโลหะให้เป็นรู


11.คีมล็อก ( vise Grip ) เป็นคีมที่มีสปริงตั้งระยะปากจับล็อกได้ จับงานได้ทั้งแบน กลม เหลี่ยม ใช้สำหรับประกอบงานเชื่อมและช่วยจับงานให้แนบสนิทโดยไม่ต้องใช้มือจับ

12. ปากกาตัวซี ( c-clamp) ทำจากเหล็กหล่อหรือเหล็กเหนียวตีขึ้นรูป โครงปากโค้งเป็นรูปตัว c ยึดจับงานโดยใช้เกลียวอัด ใช้จับงานให้ยึดติดกันก่อนการเชื่อม เหมาะสำหรับงานโครงสร้างและงานสนามทั่วไป
13.ปากกาจับงาน ( vise)ใช้จับยึดงานเพื่อเจาะ ตัด ดัด พับ ตะไบ หรือบิดงาน โดยมีปาก 2 ปาก เป็นก้ามคีบจับ ปากด้านหนึ่งจะตรึงอยู่กับที่ ส่วนอีกปากหนึ่งเคลื่อนที่ได้โดยใช้แท่งเกลียวหมุนดึงปากเข้าและออก ปากกาจะติดตั้งที่โต๊ะงานเรียกว่า โต๊ะปากกา ปากกาจับงานมี 2 แบบ คือ ปากกาปากขนานใช้งานทั่วไป และปากกาปากคีมมีก้ามปากและเกลียวแข็งแรงใช้กับงานตีอัดแรงๆ

14.กรรไกรคานโยก ( Lever Shear) บางครั้งก็เรียกว่ากรรไกรโยกตามลักษณะการใช้งาน มีใบตัดซึ่งเป็นเหล็กแข็ง 2 ใบ คือใบล่างและใบบน ใบตัดล่างจะยึดติดกับตัวโครงกรรไกรส่วนล่าง ส่วนใบตัดบนจะยึดติดกับโครงส่วนบนซึ่งติดกับแขนคันโยก เคลื่อนที่ขึ้นลง ใช้ตัดเหล็กเส้น แบน กลม เหลี่ยม และเหล็กฉาก
15.สว่านไฟฟ้า ใช้เจาะงานเหมือนสว่านแท่นแต่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้สะดวก ใช้กับงานเจาะทั่วไป มีมอเตอร์ไฟฟ้าขับเฟืองภายในและทดรอบช้าผ่านมาถึงหัวจับดอกสว่านหมุนเจาะงาน ตัวโครงจะทำด้วยพลาสติกเพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่วเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน


16.เครื่องสว่านแท่น ใช้สำหรับเจาะงานรูกลม เครื่องจะติดตั้งอยู่กับที่โดยนำชิ้นงานเข้ามาเจาะวางบนแท่นเจาะ ใช้มอเตอร์เป็นกำลังขับพูเลย์เถาด้วยสายพาน ซึ่งมีการทดรอบให้ช้าลงเพื่อที่จะได้มีกำลังและส่งต่อไปยังหัวจับดอกสว่านหมุนเจาะงาน ถ้าเจาะรูโตก็ต้องเปลี่ยนรอให้ช้าลงมากๆเพื่อจะได้มีกำลังเจาะ ดอกสว่านมีหลายขนาดมีทั้งหน่วยเป็นนิ้วและมิลลิเมตร


17.เครื่องหินเจียระไนตั้งพื้น มีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวฉุดขับแกนเพลาซ้ายและขวา ปลายเพลาทั้งสองติดล้อหินเจียระไนแบบหยาบและแบบละเอียด ใช้เจียผิวหน้าของงานให้เรียบและใช้ลับคมเครื่องมือ หน้าล้อหินจะมีแท่นพักสำหรับวางงานเจียและมีพลาสติกใสเป็นการ์ดบังสะเก็ดโลหะไม่ให้กระเด็นเข้าตาผู้ปฏิบัติงาน
18.เครื่องหินเจียไฟฟ้า มีขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายสะดวกใช้เจียลบรอยต่างๆของงานที่ใหญ่และไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เช่น งานก่อสร้างโครงเหล็ก ใบหินเจียเป็นแผ่นกลมๆ มีรูตรงกลางไว้ใส่กับเครื่อง ถอดเปลี่ยนใบได้ง่าย สะดวก และสามารถใส่ใบกระดาษทรายหมุนขัดงานต่างๆได้ด้วย เวลาใช้ต้องใส่แว่นตานิรภัยใส ทุกครั้งเพ่อป้องกันเศษจากการเจียงาน




ข้อควรจำ
1. อย่ามองการเชื่อมด้วยตาเปล่า
2. ต้องสวมแว่นเซฟตี้ทุกครั้งที่ทำการเคาะขี้ฟลักซ์
3. ตรวจสอบเลนส์หน้ากากเชื่อมเสมอ ถ้าชำรุดให้รีบเปลี่ยนทันที
4. ต้องใส่กระจกใสป้องกันลูกไฟเล็กๆกระเด็นไปเกาะเลนส์หน้ากากเชื่อมทุกครั้ง
5. ใช้หัวจับธูปเชื่อมที่มีฉนวนป้องกันการลัดวงจร ถ้าหัวจับธูปเชื่อมชำรุดอย่าวางหัวจับธูปเชื่อมไว้บนโต๊ะฝึกงาน หรือบนแผ่นงานเชื่อม
6. ต้องสวมถุงมือหนังและเสื้อหนังทุกครั้งที่ทำการเชื่อม
7. ให้ทำการเชื่อมนที่ที่อากาศถ่ายเทได้ดี
8. ถ้าจำเป็นต้องเชื่อมนอกห้องเชื่อม จะต้องมีฉากกำบังรอบๆและต้องไม่มีผู้อื่นอยู่ใกล้
9. อย่าให้สายเชื่อมถูกกับโลหะที่กำลังร้อน น้ำ น้ำมันหรือจารบี จงแขวนสายเชื่อมไว้ในที่สำหรับแขวน
10. ต้องแน่ใจว่าได้ต่อสายดิน ( Ground ) แน่นดีแล้ว
11. เก็บสายเชื่อมไว้ในที่ที่เก็บของมันเพื่อป้องกันอันตราย ถ้าเป็นไปได้ให้เก็บไว้ในที่ซึ่งไม่มีคนเดินผ่าน
12. ในการเชื่อมถังเปล่า กล่องโลหะที่มีฝาปิดมิดชิด หรือท่อ ต้องแน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้สะอาดปราศจากเชื้อเพลิงดีแล้ว
13. อย่าทำการเชื่อมใกล้สิ่งที่เป็นเชื้อเพลิง
14. ต้องปิดเครื่องเชื่อมทุกครั้งหลังจากเลิกปฏิบัติงาน









ใบความรู้ 1
วิชางานช่างพื้นฐาน
เรื่อง เครื่องเชื่อมและอุปกรณ์การเชื่อมไฟฟ้า

แผนการสอนที่ 1

จำนวน 2 คาบ

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
1. บอกหลักการทำงานและประเภทของเครื่องเชื่อมไฟฟ้าได้
2. บอกอุปกรณ์การเชื่อมไฟฟ้าได้

สาระการเรียนรู้
1.หลักการทำงานและประเภทของเครื่องเชื่อมไฟฟ้า
2. อุปกรณ์การเชื่อมไฟฟ้า

การเชื่อมด้วยไฟฟ้าเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ได้ออกแบบให้เชื่อมได้ทั้งโลหะบางและโลหะหนาได้ทุกชนิด กระบวนการของการเชื่อมไฟฟ้าไม่เพียงแต่สะดวกในการเก็บรักษาเท่านั้น ยังสามารถผลิตสินค้าและเครื่องจักรได้รวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ย่อมขึ้นอยู่กับทักษะของผู้เชื่อมด้วย

ส่วนประกอบของไฟฟ้าในเครื่องเชื่อม เราต้องทราบถึงการทำงานของไฟฟ้าในเครื่องเชื่อมอย่างถูกต้อง ท่านต้องทราบถึงพื้นฐานทางไฟฟ้าบ้างเล็กน้อย โดยเฉพาะการไหลของกระแสไฟฟ้าในรเครื่องเชื่อมเป็นสิ่งสำคัญ
วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสและแรงเคลื่อนไฟฟ้า ซึ่งเริ่มต้นจากขั้วลบของเยนเนอร์เรเตอร์ เมื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้ กระแสจะไหลไปตามเส้นลวดหรือสายเคเบิ้ลไปยังโลหะงานแล้วไหลกลับไปยังขั้วบวก
แอมแปร์ คือ จำนวนหรืออัตราการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจร เครื่องมือที่ใช้ในการวัดอัตราการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจร เรียกว่า แอมมิเตอร์

ความสามารถในการทำงานของเครื่องเชื่อม หมายถึง อัตราส่วนของเวลาที่ทำการอาร์คกับเวลาทั้งหมดสำหรับเครื่องเชื่อม เราถือระยะเวลา 10 นาทีเป็นเวลาทั้งหมด ดังนั้นเครื่องเชื่อมมีความสามารถทำการเชื่อมได้ดี 60% หมายถึง เครื่องเชื่อมนั้นสามารถทำการเชื่อมต่อเนื่องกันได้ดีเป็นเวลา 6 นาที แล้วพัก 4 นาที

แรงเคลื่อน คือ อัตราการไหลของอีเล็คตรอน ทำให้เราทราบค่าของแรงเคลื่อนไฟฟ้า แรงนี้ก็เหมือนกับความดันของน้ำประปาในท่อนั่นเอง ในระบบความดันของน้ำเกิดจากปั๊มน้ำเป็นตัวกระทำ แต่ในระบบวงจรไฟฟ้าเกิดจากเยนเนอเรเตอร์ หรือทราฟอร์เมอร์ ผลิตแรงเคลื่อนดันกระแสไฟฟ้าผ่านเส้นลวด หรือสายเคเบิ้ล แรงเคลื่อนนี้เราวัดเป็นโวลท์ และเครื่องมือที่ใช้ในการวัดแรงเคลื่อน เราเรียกว่าโวลท์มิเตอร์

แรงเคลื่อนลดลง ก่อนอื่นเราลองหันมาดูการไหลของน้ำประปาที่ไหลเบาลงเนื่องจากระยะทางห่างจากปั๊มน้ำมาก ในวงจรไฟฟ้าก็เช่นเดี่ยวกับแรงเคลื่อนลดลงเนื่องจากระยะจากเครื่องเชื่อมไกลเกินไป ประเด็นที่สำคัญที่ควรจำในการใช้เครื่องเชื่อมไฟฟ้า ก็คือ การใช้สายเคเบิ้ลยาวเกินไปจะทำให้แรงเคลื่อนลดลง เมื่อแรงเคลื่อนลงลดจะทำให้การเชื่อมไม่ได้ผลเท่าที่ควรสายถ้าเคเบิ้ลใหญ่เกินไปจะทำให้แรงเคลื่อนต่ำ
ไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ กระแสไฟฟ้าที่ใช้ในการเชื่อมมีอยู่ 2 ชนิด คือ กระแสตรงและกระแสสลับ กระแสตรง คือ กระแสที่ไหลไปในทิศทางเดียว กระแสสลับ คือ กระแสไหลสลับไปมาในวงจร มีจำนวนที่แน่นอนในหนึ่งวินาที อัตราการไหลของกระแสไฟฟ้าสลับไปมาในวงจร เรียกว่า ความถี่ ซึ่งความถี่ในที่นี้ได้แก่ 25,40,50 และ 60 ไซเกิล ต่อวินาที ในอเมริกาใช้กระแสไฟฟ้าชนิด 60 ไซเกิล/วินาที เครื่องเชื่อมที่ให้กระแสสลับ เรียกว่า เครื่องเชื่อม เอซี เครื่องเชื่อมไฟฟ้าที่ให้กระแสตรงเรียกว่า เครื่องเชื่อม ดีซี

วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิดก็คือแรงเคลื่อนขณะที่เปิดเครื่อง ซึ่งไม่ได้ทำงานหรือทำการเชื่อม แรงเคลื่อนนี้จะอยู่ระหว่าง 50-100 โวลท์

แหล่งกำเนิดพลังงาน แหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้าในการเชื่อมมีอยู่ 3 ชนิด
1. มอเตอร์เยนเนอเรเตอร์
2. ทรานฟอร์เมอร์
3. เร็คติไฟเออร์
ดีซี มอเตอร์ เยนเนอเรเตอร์ คือ แหล่งกำเนิดที่ใช้มอเตอร์เป็นตัวขับให้ไฟกระแสตรงเครื่องเชื่อมกระแสตรง ซึ่งผลิตกระแสหรือแสงสว่างโดยอัตโนมัติ เครื่องเชื่อมแบบนี้ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ เครื่องยนต์เบนซินหรือเครื่องดีเซล สำหรับเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าแบบเบนซินและดีเซล เหมาะสำหรับพื้นที่ซึ่งไม่มีไฟฟ้าใช้

เยนเนอเรเตอร์ ออกแบบให้ทำหน้าที่ 3 อย่าง คือ
1. ปรับค่าของกระแสได้ตามความต้องการ
2. ให้แรงเคลื่อนและกระแสไฟฟ้าที่ใกล้เคียงกับแหล่งกำเนิด
3. ให้แรงคลื่อนที่สม่ำเสมอขณะทำการเชื่อม

ในหัวข้อที่ 3 เป็นข้อพิเศษและสำคัญ เนื่องจากเป็นการควบคุมการไหลของธูปเชื่อมขณะทำการเชื่อม หากระยะการอาร์คชิดเกินไป เป็นเหตุให้คุณค่าของแรงเคลื่อนเปลี่ยนไปขณะที่เชื่อม ทำให้การเชื่อมไม่มีประสิทธิภาพ เพราะจะทำให้กระแสสูงเกินไป ทำให้เกิดลูกไฟเล็กๆกระเด็น และทำให้กระแสในการอาร์คหันเหออกนอกทิศทาง ดังนั้นเยนเนอร์เรเตอร์จึงถูกออกแบบเพื่อให้แรงเคลื่อนเปลี่ยนแปลงได้อย่างสม่ำเสมอขณะทำการเชื่อม

ขนาดของเครื่องเชื่อมไฟฟ้าถูกสร้างขึ้นมาให้มีความสามารถรับความจุของกระแสได้แตกต่างกัน เช่น 150,200,300,400 และ 600 แอมแปร์ ซึ่งเป็นกระแสสูงสุดที่นำออกมาใช้งานภายนอก เครื่องเชื่อมที่มีความจุของกระแส 150 แอมแปร์ สามารถปรับกระแสสูงสุดได้ 150 แอมแปร์ การตั้งกระแสไฟฟ้าในการเชื่อมขึ้นอยู่กับความหนาของโลหะที่จะทำการเชื่อม

การวางสวิทช์สำหรับควบคุมกระแสไฟฟ้าแตกต่างกันแล้วแต่บริษัทผู้ผลิต แต่ที่ดีที่สุด ได้แก่สวิทซ์ควบคุมกระแสไฟฟ้าชนิดหน้าปัด หรืออาจจะเป็นแบบวงล้อหรือระดับเลื่อนไปมาก็ได้ ซึ่งสามารถเลือกหาค่าของกระแสไฟฟ้าถูกต้องหรือใกล้เคียงที่สุด การปรับระยะอาร์คขึ้นอยู่กับขนาดของลวดเชื่อม และความหนาของแผ่นงาน

ขั้วไฟฟ้าของเครื่องเชื่อม ขั้วไฟฟ้าเป็นเครื่องแสดงทิศทางของการไหลของกระแสในวงจร ถ้าหากกระแสไหลไปทิศทางใดทางหนึ่งเพียงทิศทางเดียว เราเรียกว่า เครื่องเชื่อมกระแสตรง ขั้วก็เป็นสิ่งสำคัญอันหนึ่ง เพราะว่างานเชื่อมโลหะบางชนิดอาจทำให้กระแสต้องเปลี่ยนไป การต่อสายเชื่อมเมื่อสายเชื่อมต่อกับขั้วลบ ของเครื่องเชื่อมสายที่จับอยู่กับงานต่อขั้วบวก ของเครื่องเชื่อม เราเรียกว่า การต่อแบบขั้วตรง ถ้าสายหัวเชื่อมต่อกับขั้วบวกของเครื่องเชื่อมและสายที่จับชิ้นงานต่อกับขั้วลบของเครื่องเชื่อม เราเรียกว่า กลับขั้ว

เครื่องเชื่อมกระแสตรง ปัจจุบันบางชนิดสามารถปรับขั้วได้เลย โดยเปลี่ยนสวิทช์เปลี่ยนขั้ว อยู่ในตัวของมัน ยังมีเครื่องเชื่อมอีกชนิดหนึ่งซึ่งสามารถทำให้กระแสไฟคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง เราเรียกว่าเครื่องเชื่อมกระแสสลับ ซึ่งสายเชื่อมและสายงานจะต่อกับขั้วไหนก็ได้ไม่จำเป็น

เครื่องเชื่อมไฟฟ้ากระแสสลับ ใช้ทรานฟอร์เมอร์แทนเครื่องกำเนิด ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าในการเชื่อม กระแสสลับประกอบด้วยขดลวดประถมภูมิและขดลวดทุติยภูมิ ซึ่งสามารถปรับด้วยตัวปรับ เอากระแสออกมาใช้งาน ขดลวดประถมภูมิรับกระแสจากแหล่งกำเนิดป้อนเข้าสนามแม่เหล็ก ได้แก่แกนทรานฟอร์เมอร์ ขดลวดทุติยภูมิไม่ได้ต่อจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าแต่เกิดจากการเปลี่ยนเส้นแรงแม่เหล็กของสนามแม่เหล็กไหลผ่านตัวนำทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าสูงกว่าต้นกำเนิด และนำกระแสไฟฟ้านี้ไปใช้ในการเชื่อมโลหะ กระแสที่นำออกมาใช้ถูกควบคุมโดยตัวควบคุม ซึ่งสามารถปรับให้กระแสสูงต่ำได้ตามความต้องการ
เครื่องมือสำหรับงานโลหะ
เครื่องมือที่ใช้สำหรับงานโลหะมีลักษณะเหมือนกับเครื่องมือที่ใช้ในงานช่างทั่วๆไป แต่ต้องมีความคงทน แข็งแรง และทนต่อความร้อนได้ดีกว่างานช่างอื่นๆ เนื่องจากงานเชื่อมโลหะเป็นงานเกี่ยวกับโลหะที่มีความแข็งมากกว่าวัสดุอื่นๆ อีกทั้งงานเชื่อมโลหะยังต้องใช้ความร้อนสูงช่วยในการเชื่อมด้วย เครื่องมืองานเชื่อมโลหะที่สำคัญ ได้แก่
1 ทั่ง ทำมาจากเหล็กหล่อชั้นดี มีหลายขนาดประกอบด้วย เขาทั่ง หน้าทั่ง ตัวทั่ง และขาทั่ง ขาทั่งมักจะยืดแผ่ออกมาจากตัวทั่ง นิยมฝังไว้ที่ผิวของไม้เนื้อแข็งเพื่อไม่ให้ขยับเวลาเคาะ ตี หรือทุบงาน หน้าทั่งใช้สำหรับงานที่ต้องการเคาะหรือทุบให้งานเรียบ และเขาทั่งใช้สำหรับเคาะขึ้นรูปงานให้โค้งงอ

2.ค้อน เป็นเครื่องมือที่จำเป็นมากสำหรับช่างโลหะ ค้อนสำหรับงานโลหะจะทำด้วยเหล็กกล้าชั้นดี ผ่านการชุบแข็งที่ผิวหน้า ไม่สึกหรอง่าย ด้ามค้อนทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ค้อนมีขนาด รูปร่าง และน้ำหนักแตกต่างกันแล้วแต่ชนิด ซึ่งต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับขนาดและชนิดของงาน ค้อนบางชนิดน้ำหนักมากอาจต้องใช้สองมือจับตี เช่น ค้อนตีเหล็กขึ้นรูป ค้อนที่ใช้ในงานเชื่อมโลหะมีน้ำหนักมากจึงควรใส่ลิ่มให้แน่น และก่อนใช้ควรแช่น้ำเพื่อให้เนื้อไม้เบียดแน่นกับหัวค้อนทำให้ฝืดหลุดยาก การใช้ค้อนที่ด้ามหลวมหัวค้อนอาจหลุดกระเด็นเกิดอันตรายต่อเพื่อนร่วมงานได้

3.เลื่อยตัดเหล็ก ( hacksaw ) ประกอบด้วย โครงเลื่อย ด้ามจับ และที่ล๊อกใบเลื่อย ใบเลื่อยตัดเหล็กทำจากทังสเตนผสมกับโมลิบดีนัม ใช้เลื่อยตัดงานแบน กลม ท่อกลม และท่อเหลี่ยม การเลือกใบเลื่อยต้องใช้ขนาดฟันเลื่อยให้ถูกต้องกับงาน และไม่ควรบิดใบเลื่อยในขณะเลื่อยงานเพราะจะทำให้เลื่อยหักได้
-ใบเลื่อย 14 ฟัน/นิ้ว ใช้ตัดงานโลหะอ่อน เช่น อะลูมิเนียม ทองแดง ทองเหลือง
-ใบเลื่อย 18 ฟัน/นิ้ว เป็นขนาดที่ใช้กันมากที่สุดใช้เลื่อยงานทั่วไป เช่น เหล็กเส้น เหล็กรูปพรรณต่างๆ
-ใบเลื่อย 24 ฟัน/นิ้ว เหมาะที่จะใช้เลื่อยตัดท่อกลวงต่างๆ
-ใบเลื่อย 32 ฟัน/นิ้ว ใช้ตัดงานโลหะแผ่น ที่มีความหนาน้อยกว่า1/16 นิ้ว
4. ตะไบ ( file ) ทำจากเหล็กกล้าผ่านการอบชุบแข็ง ตะไบมีรูปร่างและขนาดมากมายหลายชนิด เช่น ตะไบกลม ตะไบสามเหลี่ยม ตะไบสี่เหลี่ยม ตะไบคมมีด ตะไบหางหนู และตะไบท้องปลิง เป็นต้น ตะไบจะมีฟันคมทแยงตลอดทั้งตัว คมตะไบจะมีทั้งคมตัดเดี่ยวและคมตัดคู่ใช้สำหรับถากหรือขูดผิวโลหะออกมาเป็นเศษผงเล็กๆ หรือใช้ลบขอบ มุม และคมของแผ่นโลหะ
5.ตลับเมตร ( tape rule) ทำจากเหล็กแถบสปริงชุบสี สามารถดึงและม้วนกลับเข้าตลับได้ด้วยสปริงภายในตลับที่ปลายจะมีขอไว้เกี่ยวกับงาน ขนาดความยาวของตลับเมตรมีตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป สามารถวัดได้ทั้งหน่วยนิ้วและหน่วยเซนติเมตร

6.ฟุตเหล็ก ( stainless rule ) ทำจากเหล็กสเตนเลส มีความยาว 1 ฟุต 2 ฟุต และ3 ฟุต สามารถวัดความยาวได้ทั้งหน่วยนิ้วและหน่วยเซนติเมตร
7.ฉากเหล็ก ( flaming square ) ใช้สำหรับวัดมุม 90 องศา และ 45 องศา ใช้มากกับงานประกอบผลิตภัณฑ์โลหะ เช่น ตู้ โต๊ะ เป็นต้น

8. เหล็กขีด ( scriber ) ทำจากเหล็กกล้าชุบแข็งที่คมใช้สำหรับขีดเส้นบนผิวโลหะเพื่อทำเครื่องหมายหรือตีเส้น เหล็กขีดมักใช้ร่วมกับฟุตเหล็กหรือฉากเหล็ก ควรลับคมเหล็กขีดกับหินลับมีดและห้ามนำไปงัดสิ่งของเพราะคมที่ชุบแข็งไว้จะหัก

9.เหล็กนำศูนย์ ( center punch ) ทำจากเหล็กเครื่องมือ คมที่ปลายชุบแข็ง มีมุมรวมที่ปลายคม 90 องศา ใช้ตอกลงบนผิวชิ้นงานก่อนใช้สว่านเจาะงาน เพื่อป้องกันดอกสว่านไถลจากจุดที่ต้องการ
10.สกัด ( cold chisel ) ทำจากเหล็กเครื่องมือชุบคมแข็งที่ปลาย ทำหน้าที่ถาก เซาะผิวหน้างานโลหะ สกัดมีปลายหลายแบบต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน เช่น
-สกัดปลายแบน ใช้สำหรับตัดถากพื้นผิวโลหะและตกแต่งชิ้นงานหรือรอยเชื่อม
-สกัดปลายมล ใช้สำหรับสกัดแผ่นโลหะ
-สกัดปลายปากจิ้งจก ใช้สำหรับเซาะร่อง
-สกัดปลายเซาะ ใช้สำหรับเซาะร่องบนผิวงานให้โค้ง
-สกัดปลายบาน ใช้สำหรับตัดแผ่นโลหะและขึ้นรูปโลหะ
-สกัดปลายตัด ใช้สำหรับเจาะโลหะ หรือช่วยทะลวงแผ่นโลหะให้เป็นรู


11.คีมล็อก ( vise Grip ) เป็นคีมที่มีสปริงตั้งระยะปากจับล็อกได้ จับงานได้ทั้งแบน กลม เหลี่ยม ใช้สำหรับประกอบงานเชื่อมและช่วยจับงานให้แนบสนิทโดยไม่ต้องใช้มือจับ

12. ปากกาตัวซี ( c-clamp) ทำจากเหล็กหล่อหรือเหล็กเหนียวตีขึ้นรูป โครงปากโค้งเป็นรูปตัว c ยึดจับงานโดยใช้เกลียวอัด ใช้จับงานให้ยึดติดกันก่อนการเชื่อม เหมาะสำหรับงานโครงสร้างและงานสนามทั่วไป
13.ปากกาจับงาน ( vise)ใช้จับยึดงานเพื่อเจาะ ตัด ดัด พับ ตะไบ หรือบิดงาน โดยมีปาก 2 ปาก เป็นก้ามคีบจับ ปากด้านหนึ่งจะตรึงอยู่กับที่ ส่วนอีกปากหนึ่งเคลื่อนที่ได้โดยใช้แท่งเกลียวหมุนดึงปากเข้าและออก ปากกาจะติดตั้งที่โต๊ะงานเรียกว่า โต๊ะปากกา ปากกาจับงานมี 2 แบบ คือ ปากกาปากขนานใช้งานทั่วไป และปากกาปากคีมมีก้ามปากและเกลียวแข็งแรงใช้กับงานตีอัดแรงๆ

14.กรรไกรคานโยก ( Lever Shear) บางครั้งก็เรียกว่ากรรไกรโยกตามลักษณะการใช้งาน มีใบตัดซึ่งเป็นเหล็กแข็ง 2 ใบ คือใบล่างและใบบน ใบตัดล่างจะยึดติดกับตัวโครงกรรไกรส่วนล่าง ส่วนใบตัดบนจะยึดติดกับโครงส่วนบนซึ่งติดกับแขนคันโยก เคลื่อนที่ขึ้นลง ใช้ตัดเหล็กเส้น แบน กลม เหลี่ยม และเหล็กฉาก
15.สว่านไฟฟ้า ใช้เจาะงานเหมือนสว่านแท่นแต่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้สะดวก ใช้กับงานเจาะทั่วไป มีมอเตอร์ไฟฟ้าขับเฟืองภายในและทดรอบช้าผ่านมาถึงหัวจับดอกสว่านหมุนเจาะงาน ตัวโครงจะทำด้วยพลาสติกเพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่วเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน


16.เครื่องสว่านแท่น ใช้สำหรับเจาะงานรูกลม เครื่องจะติดตั้งอยู่กับที่โดยนำชิ้นงานเข้ามาเจาะวางบนแท่นเจาะ ใช้มอเตอร์เป็นกำลังขับพูเลย์เถาด้วยสายพาน ซึ่งมีการทดรอบให้ช้าลงเพื่อที่จะได้มีกำลังและส่งต่อไปยังหัวจับดอกสว่านหมุนเจาะงาน ถ้าเจาะรูโตก็ต้องเปลี่ยนรอให้ช้าลงมากๆเพื่อจะได้มีกำลังเจาะ ดอกสว่านมีหลายขนาดมีทั้งหน่วยเป็นนิ้วและมิลลิเมตร


17.เครื่องหินเจียระไนตั้งพื้น มีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวฉุดขับแกนเพลาซ้ายและขวา ปลายเพลาทั้งสองติดล้อหินเจียระไนแบบหยาบและแบบละเอียด ใช้เจียผิวหน้าของงานให้เรียบและใช้ลับคมเครื่องมือ หน้าล้อหินจะมีแท่นพักสำหรับวางงานเจียและมีพลาสติกใสเป็นการ์ดบังสะเก็ดโลหะไม่ให้กระเด็นเข้าตาผู้ปฏิบัติงาน
18.เครื่องหินเจียไฟฟ้า มีขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายสะดวกใช้เจียลบรอยต่างๆของงานที่ใหญ่และไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เช่น งานก่อสร้างโครงเหล็ก ใบหินเจียเป็นแผ่นกลมๆ มีรูตรงกลางไว้ใส่กับเครื่อง ถอดเปลี่ยนใบได้ง่าย สะดวก และสามารถใส่ใบกระดาษทรายหมุนขัดงานต่างๆได้ด้วย เวลาใช้ต้องใส่แว่นตานิรภัยใส ทุกครั้งเพ่อป้องกันเศษจากการเจียงาน




ข้อควรจำ
1. อย่ามองการเชื่อมด้วยตาเปล่า
2. ต้องสวมแว่นเซฟตี้ทุกครั้งที่ทำการเคาะขี้ฟลักซ์
3. ตรวจสอบเลนส์หน้ากากเชื่อมเสมอ ถ้าชำรุดให้รีบเปลี่ยนทันที
4. ต้องใส่กระจกใสป้องกันลูกไฟเล็กๆกระเด็นไปเกาะเลนส์หน้ากากเชื่อมทุกครั้ง
5. ใช้หัวจับธูปเชื่อมที่มีฉนวนป้องกันการลัดวงจร ถ้าหัวจับธูปเชื่อมชำรุดอย่าวางหัวจับธูปเชื่อมไว้บนโต๊ะฝึกงาน หรือบนแผ่นงานเชื่อม
6. ต้องสวมถุงมือหนังและเสื้อหนังทุกครั้งที่ทำการเชื่อม
7. ให้ทำการเชื่อมนที่ที่อากาศถ่ายเทได้ดี
8. ถ้าจำเป็นต้องเชื่อมนอกห้องเชื่อม จะต้องมีฉากกำบังรอบๆและต้องไม่มีผู้อื่นอยู่ใกล้
9. อย่าให้สายเชื่อมถูกกับโลหะที่กำลังร้อน น้ำ น้ำมันหรือจารบี จงแขวนสายเชื่อมไว้ในที่สำหรับแขวน
10. ต้องแน่ใจว่าได้ต่อสายดิน ( Ground ) แน่นดีแล้ว
11. เก็บสายเชื่อมไว้ในที่ที่เก็บของมันเพื่อป้องกันอันตราย ถ้าเป็นไปได้ให้เก็บไว้ในที่ซึ่งไม่มีคนเดินผ่าน
12. ในการเชื่อมถังเปล่า กล่องโลหะที่มีฝาปิดมิดชิด หรือท่อ ต้องแน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้สะอาดปราศจากเชื้อเพลิงดีแล้ว
13. อย่าทำการเชื่อมใกล้สิ่งที่เป็นเชื้อเพลิง
14. ต้องปิดเครื่องเชื่อมทุกครั้งหลังจากเลิกปฏิบัติงาน

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คอมพิวเตอร์เพื่องานอาชีพ

ประวัติของคอมพิวเตอร์
ดูบทความหลักที่ ประวัติและความเป็นมาของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ อตานาซอฟฟ์-เบอร์รี หนึ่งในคอมพิวเตอร์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ในรูปเป็นเครื่องจำลองตั้งอยู่ที่ มหาวิทยาลัยไอโอวาสเตต
เป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดลงไปว่าอุปกรณ์ใดจัดเป็นคอมพิวเตอร์ยุคแรก ๆ เพราะคำว่า "คอมพิวเตอร์" เองก็มีการตีความเปลี่ยนไปมาอยู่เสมอ แต่จุดเริ่มของคำนี้หมายถึงคนที่ทำหน้าที่เป็นนักคำนวณในสมัยนั่น
ช่วงปี ค.ศ. 1930 ถึงช่วงปี ค.ศ. 1940 เป็นช่วงที่โลกได้มีคอมพิวเตอร์ที่สามารถโปรแกรมได้และคำนวณผลลัพธ์ได้มีประสิทธิภาพจริง แต่เป็นการยากที่จะตัดสินได้ว่าคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกENIAC (Electronics Numerical Integrator and Computer) เกิดขึ้นในปี1946 และประดิษฐ์โดยจอห์น ดับลิว มอชลีย์ (John W. Mauchly) และ เจ เพรสเพอร์ เอคเกิรต (J. Prespern Eckert) ทำงานโดยใช้หลอดสุญญากาศจำนวน 18,000 หลอด มีน้ำหนัก 30 ตัน ใช้เนื้อที่ห้อง 15,000 ตารางฟุต เวลาทำงานต้องใช้กำลังไฟถึง 140 กิโลวัตต์ คำนวณในระบบเลขฐานสิบ
ค.ศ. 1941 เป็นครั้งแรกที่โลกได้มีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่สามารถตั้งโปรแกรมได้อย่างอิสระ ผู้พัฒนาคือ Konrad Zuse และชื่อคอมพิวเตอร์คือ Z1 Computer
ค.ศ. 1941 จอห์น อตานาซอฟฟ์ และ คลิฟฟอร์ด เบอร์รี ที่ มหาวิทยาลัยไอโอวาสเตต ได้ร่วมกันสร้าง คอมพิวเตอร์ อตานาซอฟฟ์-เบอร์รี ซึ่งสามารถประมวลผลเลขฐานสอง
ค.ศ. 1944 John Presper Eckert และ John W. Mauchly ได้ร่วมกันสร้างอีนิแอก ซึ่งใช้หลอดสูญญากาศจำนวน 20,000 หลอด เพื่อสร้างหน่วยประมวลผล และถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกสำหรับการใช้งานทั่วไป โดยมีการประมวลผลแบบทศนิยม โดยหากต้องการตั้งโปรแกรมจะต้องต่อสายเชื่อมต่อเครื่องอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด
ค.ศ. 1948 Frederic Williams และ Tom Kilburn สร้างคอมพิวเตอร์ที่ใช้ หลอดรังสีคาโทด เป็นหน่วยความจำ
ค.ศ. 1947 ถึง 1948 John Bardeen, Walter Brattain และ Wiliam Shockley สร้างคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทราสซิสเตอร์ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่สำคัญ
ค.ศ. 1951 John Presper Eckert และ John W. Mauchly ได้พัฒนา UNIVAC Computer ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีการขาย
ค.ศ. 1953 ไอบีเอ็ม (IBM) ออกจำหน่าย EDPM เป็นครั้งแรก และเป็นก้าวแรกของไอบีเอ็มในธุรกิจคอมพิวเตอร์
ค.ศ. 1954 John Backus และ IBM ร่วมกันสร้างภาษาคอมพิวเตอร์ชื่อ FORTRAN ซึ่งเป็นภาษาระดับสูง (high level programming language) ภาษาแรกในประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์
ค.ศ. 1955 (ใช้จริง ค.ศ. 1959) สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด, ธนาคารแห่งชาติอเมริกา, และ บริษัทเจเนอรัลอิเล็กทริก ร่วมกันสร้าง ERMA และ MICR ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกในธุรกิจธนาคาร
ค.ศ. 1958 Jack Kilby และ Robert Noyce เป็นผู้สร้าง Integrated Circuit หรือ ชิป(Chip) เป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1962 สตีฟ รัสเซลล์ และ เอ็มไอที ได้พัฒนาเกมคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรกของโลกชื่อว่า "Spacewar"
ค.ศ. 1964 Douglas Engelbart เป็นผู้ประดิษฐ์เมาส์ และ ระบบปฏิบัติการแบบวินโดวส์
ค.ศ. 1969 เป็นปีที่กำเนิด ARPAnet ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต
ค.ศ. 1970 อินเทล] พัฒนาหน่วยความจำชั่วคราวของคอมพิวเตอร์หรือ RAM เป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1971 Faggin, Hoff และ Mazor พัฒนาไมโครโปรเซสเซอร์ตัวแรกของโลกให้อินเทล (Intel)
ค.ศ. 1971 Alan Shugart และ IBM พัฒนา ฟลอปปี้ดิสก์ เป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1973 Robert Metcalfe และ Xerox ได้พัฒนาระบบอีเทอร์เน็ต (Ethernet) สำหรับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ค.ศ. 1974 ถึง ค.ศ. 1975 Scelbi และ Mark-8 Altair และ IBM ร่วมกันวางจำหน่ายคอมพิวเตอร์สำหรับผู้ใช้รายย่อยเป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1976 ถึง ค.ศ. 1977 ถือกำเนิด Apple I, II และ TRS-80 และ Commodore Pet Computers ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่นแรกๆ ของโลก
ค.ศ. 1981 ไมโครซอฟท์ วางจำหนาย MS-DOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมที่สุดในช่วงนั้น
ค.ศ. 1983 บริษัทแอปเปิล ออกคอมพิวเตอร์รุ่น Apple Lisa ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์รุ่นแรกที่ใช้ระบบ GUI
ค.ศ. 1984 บริษัทแอปเปิล วางจำหน่ายคอมพิวเตอร์รุ่น แอปเปิล แมคอินทอช ซึ่งทำให้มีการใช้คอมพิวเตอร์อย่างกว้างขวาง
ค.ศ. 1985 ไมโครซอฟท์ วางจำหน่าย ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ เป็นครั้งแรก